วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

11 อาหารบำรุงหัวใจ

11 อาหารบำรุงหัวใจ/ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล
        ทุกๆ วันที่ 29 กันยายนของทุกปีจะเป็นวันหัวใจโลก ซึ่งในปีนี้มีประเด็นในเรื่องของ “Take the road to a healthy heart” ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดวันรณรงค์หัวใจโลก ให้สอดคล้องกับสากลเป็นวันที่ 29 กันยายน ของทุกปี สาหรับปีนี้ (2556) ใช้ประเด็นรณรงค์หัวใจโลก คือ “เลือกแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อหัวใจที่แข็งแรง” โดยเน้นกลุ่มผู้หญิงและเด็ก เนื่องจากหากเด็กมีสุขภาพดีแล้วก็จะทำให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีสุขภาพแข็งแรงเป็นตัวอย่างให้กับครอบครัวและสังคมต่อไป 
      
       อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้หัวใจมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง จากหลายงานวิจัยได้ศึกษาการบริโภคอาหารประเภทต่างๆ และผลที่ดีต่อหัวใจ ตัวอย่างอาหารที่ดีต่อหัวใจเช่น
      
       กระเทียม - จากหลายการศึกษาที่ให้ผลตรงกันถึงคุณสมบัติของกระเทียมต่อการทำความสะอาดร่างกาย โดยการที่กินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัสให้ออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ สารในกระเทียมทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิตนอกเหนือจากนี้กระเทียมยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้นแต่ก็ควรระวังเรื่องการทานกระเทียมมากเกินไปก็ก่อให้เกิดลมหายในที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย
11 อาหารบำรุงหัวใจ/ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล
        มะเขือพวง - ผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และช่วยขับออกจากร่างกาย โดยระบบขับถ่าย มะเขือพวงยังมีวิตามินซี สูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วย จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและช่วยลดการสะสมของของเสียในร่างกาย การศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าใยอาหารในมะเขือพวงทำให้ลำไส้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง จึงเป็นการช่วยไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วเกินไป ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้
      
       พืชตระกูลถั่ว (เช่น ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง และถั่วขาว) - จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ทานถั่วเป็นประจำจะมีระดับของโคเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน และลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วพวกนี้ประกอบไปด้วยไฟเบอร์สูงซึ่งช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ พืชตระกูลถั่วนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ และ มะเร็งต่อมลูกหมากด้วย
      
       เมล็ดเฟล็ก (Flax Seed) - ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า 3 และสารตัวอื่นที่ดีต่อระบบภูมิต้านทานโรคของร่างกายช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้น สารโอเมก้า 3 นั้นยังมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำและก็ยังดีต่อหัวใจเนื่องจากช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล
      
       หัวหอม - หัวหอมประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Saponin) สูง หัวหอมช่วยทำความสะอาดเลือด, ช่วยลดระดับของแอลดีแอล โคเลสเตอรอลซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีเป็นตัวที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้หัวหอมยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจมีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ, โรคทางเดินหายใจ, ภูมิแพ้ และที่สำคัญ คือ ช่วยรักษาเบาหวานให้ระดับน้ำตาลคงที่
      
       ปลาแซลมอน - งานวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในปลาทะเล/อาหารทะเลเป็นประจำ สารโอเมก้า-3 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและหัวใจทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด สารโอเมก้า-3ยังช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย
      
       ถั่วเหลือง - เป็นโปรตีนที่ได้มาจากพืชซึ่งจะไม่มีโคเลสเตอรอลและมีไขมันที่น้อยกว่าโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ ในการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นพบว่าผู้หญิงในวัย 30-40 ปี ที่รับประทานถั่วเหลืองซึ่งมีสาร Isoflavone เป็นประจำจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานถั่วเหลือง ถั่วเหลืองนอกจากประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดแล้วยังมีส่วนช่วยต่อการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ เบาหวาน และ มะเร็งเต้านมในบางการศึกษา
      
       ชาเขียว - ประกอบด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonols) หรือ คาทาชิน (Catechins) ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ชนชาติที่มีการดื่มชามายาวนานนั้นมักพบว่าประชากรจะมีอายุโดยเฉลี่ยยืนยาวกว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มของชนชาติที่ไม่นิยมดื่มชา มีผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือระบุว่าชาเขียวช่วยในการลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก ลดระดับโคเลสเตอรอลและควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ทั้งยังมีการศึกษาทางสถิติแนะนำอีกด้วยว่าชาเขียวน่าที่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจโดยเฉพาะหัวใจวายและเส้นหลอดเลือดสมองแตก
      
       ถั่วอัลมอนด์ - เป็นถั่วประเภทถั่วเปลือกแข็งซึ่งให้คุณค่าสารอาหารต่อร่างกายแตกต่างจากถั่วประเภทคลุมดินอย่างถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ และอัลมอนด์ยังถูกจัดให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคุณประโยชน์ของอัลมอนด์มีมากมาย ในเมล็ดอัลมอนด์อุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ประกอบไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid) และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid) ซึ่งช่วยเพิ่มระดับแอชดีแอล (High-Density Lipoproteins) หรือไขมันดี และช่วยลดระดับแอลดีแอล (Low-Density Lipoproteins) หรือไขมันตัวที่ไม่ดี สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่าการรับประทานถั่วอัลมอนเพียง 1 กำมือต่อวันทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด การบริโภคอัลมอนด์เป็นประจำยังช่วยในการเพิ่มระดับของวิตามินอี ซึ่งเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อผิวพรรณที่สุดตัวหนึ่ง วิตามินอีนี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวแห้งจะทำให้ผิวหายแห้งและหายจากการคัน และอีกงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของอัลมอนด์ที่คือสามารถช่วยในการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าอัลมอนด์จะให้พลังงานสูงแต่ผู้ที่รับประทานอัลมอนเป็นประจำจะช่วยควบคุมไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ปกติ เนื่องมาจากว่าอัลมอนด์มีไฟเบอร์สูงและมีไขมันที่ดี โดยจากการศึกษาในผู้หญิงกว่า 50,000 คน พบผู้ที่บริโภคอัลมอนด์เป็นประจำมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติมากกว่าผู้ที่ไม่นิยมบริโภคอัลมอนด์
      
       แอปเปิล - ประกอบไปด้วยเพกตินสูง ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่จะช่วยจับกับโคเลสเตอรอลและพวกโลหะหนักในร่างกายซึ่งมักจะปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท, ตะกั่วซึ่งก็มีผลร้ายในร่างกาย และทำลายเซลล์สมอง นอกจากนี้แล้วคุณประโยชน์ของแอปเปิ้ลยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง, ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อไวรัส และจากการศึกษาก็ยังพบอีกว่าแอปเปิ้ลช่วยขับของเสียซึ่งมากับส่วนประกอบในอาหารซึ่งเป็นสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่
      
       อะโวคาโด (avocado) - สารที่มีอยู่ในอะโวคาโด สามารถช่วยลดโคเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดไม่ให้เกิดการอุดตันทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นเนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวพันธะเดี่ยวอยู่สูง และสารสำคัญอีกตัวที่มีอยู่ในอะโวคาโดชื่อว่า กลูทาไทโอน (Glutathione) ซึ่งสามารถช่วยจับกับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยตับขจัดของเสียจำพวกสารเคมี และโลหะหนัก นักวิจัยจาก University of Michigan พบว่า ในผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารที่มีสาร กลูทาไทโอน สูง จะมีสุขภาพที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานและมีอัตราการเกิดโรคหัวใจที่น้อยกว่า อย่างน้อย 30%

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคไต และผู้ป่วยที่ไตเริ่มเสื่อม

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้น ว่าไตเริ่มทำหน้าที่น้อยลง เริ่มขจัดของเสียน้อยลง หากท่านทะนุถนอมไตของท่านไว้ ชีวิตก็จะยืนยาว ไม่ต้องเข้าไปสู่เรื่องของการล้างไต การฟอกเลือด และท้ายสุดก็คือการรอปลูกถ่ายไต
หลักการสำคัญในการชะลอการเสื่อมของไต ได้แก่
          1. ความดันโลหิต ควบคุมให้อยู่ในระดับปกติหรือใกล้เคียงปกติ คือ ระดับต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันโลหิตสูงๆ ต่ำๆ ไม่คงที่ ส่งผลต่อไตอย่างมาก ทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติ ที่สำคัญคืออย่าละเลย ไม่กินยาลดความดันโลหิตเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว  ซึ่งไม่ถูกต้องและมีผลเสียต่อไตเป็นอย่างมาก
          2. การควบคุมระดับน้ำตาล เฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานและไตเริ่มเสื่อมจากเบาหวานควรต้องระวังระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับปกติเพื่อป้องกันการทำลายไต รวมทั้งการทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และตา
          3. การควบคุมอาหาร มีความจำเป็นต่อการชะลอการเสื่อมของไตอย่างมาก แบ่งเป็น
                    3.1 อาหารโปรตีน ในผู้ป่วยที่ไตมีการทำหน้าที่น้อยลง มีการคั่งของสารยูเรีย ไนโตรเจนและของเสียอื่นๆ จำเป็นต้องลดอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ เพื่อไม่ให้ของเสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางอาหารสูง คือ เนื้อปลา แต่ยังสามารถรับประทานอาหารประเภทเนื้อไก่ และเนื้อหมูได้เพียงแต่ลดลง
                    3.2 อาหารเค็ม สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และอาหารบวม ควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มทุกชนิด รวมทั้งอาหารหมักดอง ซอสต่างๆ ซุปก้อน ผงชูรส เต้าเจี้ยว ซีอิ้ว น้ำปลา และอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยวซึ่งจะมีเครื่องปรุงที่มีรสเค็ม ทำให้อาการบวมไม่ลดลงและควบคุมความดันโลหิตยาก
                    3.3 น้ำดื่ม โดยทั่วไปสามารถดื่มน้ำได้ตามความต้องการไม่มากและไม่น้อย โดยดูน้ำหนักตัวถ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับอาการบวมควนลดปริมาณน้ำดื่มและควรปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ
                    3.4 อาหารไขมันรับประทานได้พอประมาณ โดยดูระดับไขมันในเลือด หากควบคุมอาหารประเภทไขมันอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีระดับไขมันสูงอาจต้องใช้ยาลดไขมันภายใต้การดูแลของแพทย์ อาหารประเภทไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กะทิ เนื้อติดมัน ของทอด ไข่แดง ปลาหมึก อาหารทะเล เป็นต้น ซึ่งถ้าไขมันในเลือดสูงมากทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัวเป็นผลเสียต่อไต
          4. การสูบบุหรี่ ปัจจุบันมีการพิสูจน์แล้วว่า มีผลต่อการทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นผู้หน้าที่ไตไม่ค่อยดีจึงควรงดสูบบุหรี่
          5. การใช้ยาที่เป็นผลเสียต่อไต ยาบางชนิดทำให้ไตเสื่อมเร็วหรือเป็นผลเสียต่อไต หากใช้ขนาดสูงหรือนานเกินไป เช่นยาแก้ปวดข้อ ปวดหลังทั้งชนิดรับประทานและแบบฉีด รวมทั้งยาสมุนไพร ยาจากรากไม้ ที่ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับออกได้เช่นคนปกติ ได้แก่ สารโพแทสเซียม ซึ่งจะมีมากในรากไม้ ผลไม้ สมุนไพร พืช ผู้ป่วยที่มีระดับโพแทสเซียมสูงอยู่แล้วอาจเกิดอันตรายทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ตัวอย่างสารอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงได้แก่ ผลไม้ต่าง ๆ เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย แต่ผู้ที่ระดับโพแทสเซียมในเลือดปกติหรือต่ำก็ยังคงรับประทานผลไม้ได้
          6. ภาวะซีด มีรายงานการศึกษาพบว่า ถ้ารักษาภาวะซีดให้ดี จะทำให้ไตเสื่อมช้าลงได้
          7. ภาวะฟอสเฟตในเลือด ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่มักมีระดับฟอสเฟสในเลือดสูง เนื่องจากการขับทางไตลดลง สารฟอสเฟสมีมากในถั่วทุกประเภท นม โยเกิร์ต เค้กและพาย น้ำเต้าหู้ โกโก้ กาแฟ พิชซ่า ช็อคโกแลต น้ำอัดลมที่มีสีดำ และเนยแข็ง
          8. ภาวะติดเชื้อ ในระบบต่างๆ ของร่างกายมีผลกระทบต่อไตได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ถ้ามีอาการไข้หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจ
          9. การใช้ยาขับปัสสาวะ ยาขับปัสสาวะมีประโยชน์และจำเป็น บางครั้งปัสสาวะออกมากเกินไปก็เป็นผลเสีย เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือ จนกระทบการทำงานของไต
          10. การออกกำลังกาย ผู้เป็นโรคไตสามารถออกกำลังกายได้ ตามความเหมาะสมแต่ต้องไม่รุนแรง และไม่เหนื่อยจนเกินไป เช่น การเดิน การบริหารร่างกายชนิดอยู่กับที่ ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น โดยปรึกษาแพทย์ประจำตัวเสียก่อน
 

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

5 อันดับอาหารเพิ่มพลังทางเพศ - ทั้งหญิงและชาย

จริงๆแล้ว ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ ผมเองก็คิดหนักเหมือนกัน
เนื่องจาก มีคนสอบถามผมมาหลายต่อหลายคนทีเดียว
ว่ามีอาหารอะไรที่ช่วยเพิ่มพลัง หรือพูดง่ายๆว่า
ช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศ หรือช่วยบำรุงและเสริมสร้างร่างกายบ้างไหม
ซึ่งจริงๆแล้ว อย่างที่พวกเรารู้กัน ว่ามีอาหารหลายอย่าง
ที่มีคุณสมบัติช่วยสร้างเสริมฮอร์โมน รวมถึงพลังทางเพศได้ครับ
คนถามบอกว่า ไม่ต้องการข้อมูลอ้างอิงมากมาย
ขอให้ฟันธงว่า มีอาหารอะไรบ้าง (จะได้ไปหากินเพิ่มเติม)
แหม...ขอมาแบบนี้ ก็ต้องจัดให้อย่างแน่นอน
สำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชายนะครับ
เพศชายนั้น พลังหรือความรู้สึกทางเพศนั้น
ขึ้นอยู่กับ ฮอร์โมนเพศชาย ที่ชื่อ เทสโทสเตอโรน เป็นหลัก
ส่วนเพศหญิงนั้น ขึ้นอยู่กับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นหลัก
(ฮอร์โมนเอสโตรเจน ในเพศหญิง
ส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน)
ซึ่งหากมีปริมาณฮอร์โมนในร่างกายที่สมบูรณ์
ก็จะทำให้มีความรู้สึกและพลังทางเพศที่เพียงพอ  
เอาเป็นว่า อธิบายให้ฟังแบบคร่าวๆ ก็พอนะครับ
ผมจะสรุป 5 อันดับอาหารที่ช่วยเสริมพลังทางเพศ
ให้นะครับ
1. กระเทียม
กระเทียมนั้น มีประโยชน์อย่างมากมาย
และถือเป็นพืชมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง
ในการบำรุงร่างกาย ป้องกันโรค และชะลอความแก่ได้
ผมเเถมให้อีก 2 อย่าง คือ กระชาย กับ หอมใหญ่ นะครับ
2. หอยนางรม
อันนี้หลายคนคงได้ยินมาบ้างแล้วว่า
หอยนางรมช่วยเสริมและบำรุงทางเพศได้
ความจริงแล้วรวมถึงอาหารทะเลด้วยนะครับ
หอยนางรม จะมีธาตุสังกะสีสูงมาก รวมถึงแร่ธาตุอื่นๆด้วย
ซึ่งร่างกายใช้ในการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนครับ
3. ช็อกโกแลต
ในช็อกโกแลตนั้น จะมีสาร Phenylalanine
เป็นสารอาหารที่ช่วยให้เกิดการผ่อนคลายและอารมณ์ดี
4. มะเขือเทศ
ในมะเขือเทศจะมีวิตามินจำพวกเบต้าแคโรทีน
ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
5. กล้วยหอม
จริงๆหมายรวมถึงผลไม้อีกหลายชนิดนะครับ
เช่น ขนุน สับปะรด เป็นต้น
ในกล้วยหอมจะมีโพแทสเซียม ทำให้สมองดี ชะลอความแก่
มี ไซโอเอสโตรเจน เป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนได้ดีทีเดียวเชียว
สรุปว่า มีอาหารหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมน
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นและเพิ่มพลังทางเพศได้
อย่างไรก็ตาม อีก 2 ปัจจัยที่ทุกคนต้องเอาใจใส่กัน
ก็คือ สุขภาพร่างกาย ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
4 ทุ่มถึงไม่เกิน 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ระบบในร่างกายของเรา
กำลังผลิตและเสริมสร้างฮอร์โมนทั้งหลายที่จำเป็นอยู่
และอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ คือ ..... ความรัก นั่นเอง
ความรัก เป็นพลังที่ทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
ความต้องการหรือพลังทางเพศนั้น
จึงเป็นเพียงสิ่งที่เตรียมพร้อมให้สมบูรณ์ที่สุด
เพื่อตอบสนองความรัก นั่นเอง

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

โรคหัวใจมีกี่ชนิด

         โรคหัวใจมีทั้งที่เป็นตั้งแต่กำเนิด และที่เป็นภายหลังจากเกิดมาแล้ว โดยถ้าจำแนกตามพยาธิสภาพ หัวใจอาจมีความผิดปกติที่กล้ามเนื้อหัวใจ ความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ และความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ 
สำหรับโรคหัวใจที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญในประเทศไทย ได้แก่
  1. โรคหัวใจแต่กำเนิด
  2. โรคหัวใจรูห์มาติก
  3. โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง
  4. โรคหลอดเลือดหัวใจ
  5. โรคหัวใจจากภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักเกินไป
โรคหัวใจแต่กำเนิด
มีความผิดปกติของส่วนที่จะเจริญเติบโตมาเป็นหัวใจตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา 3 เดือนแรก ทำให้เกิดความพิการขึ้นได้เช่น ผนังที่กั้นหัวใจซีกซ้าย และซีกขวามีรูทะลุถึงกัน ลิ้นหัวใจอาจตีบหรือรั่ว อาจมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับหัวใจตั้งแต่แรกคลอด
image
รูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง (ventricular septal defect; VSD)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยพบได้ร้อยละ 20-30 ผลจากการที่มีรูรั่วผนังกั้นห้องหัวใจห้องล่าง ทำให้เลือดแดงจากหัวใจห้องล่างซ้ายผ่านรูรั่วไปยังห้องล่างขวา และออกสู่หลอดเลือดแดงของปอด ทำให้ปริมาณเลือดที่ไปปอดมากขึ้น ปริมาณเลือดที่กลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย และล่างซ้ายจะเพิ่มมากขึ้นด้วย ส่งผลให้หัวใจห้องซ้ายทำงานมากขึ้น จนอาจเกิดภาวะหัวใจวายได้
image
รูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องบน (atrial septal defect; ASD)
เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดที่พบบ่อยรองลงมามักพบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ผลจากการที่มีรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องบน ทำให้เลือดไหลผ่านจากหัวใจห้องบนซ้ายผ่านรูรั่วไปห้องบนขวา ตรวจพบเสียงฟู่หัวใจ และผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย หัวใจห้องขวาขยายใหญ่ เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่มักถูกตรวจพบโดยบังเอิญในช่วงวัยเรียน
image
การคงอยู่ของหลอดเลือดแดงเชื่อมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ทั้งสอง (patent ductus arteriosus; PDA)
ในภาวะปกติเมื่อทารกอยู่ในครรภ์ หลอดเลือดนี้จะมีขนาดใหญ่ เป็นทางลัดผ่านของเลือดจากหัวใจห้องขวาล่าง ไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย ซึ่งไปเลี้ยงร่างกายส่วนล่างของลำตัว เมื่อทารกคลอดออกมา หลอดเลือดนี้จะหดตัวเล็กลงจนปิดไป ภายในอายุ 10 วัน ในรายที่มีความผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดนี้คงอยู่ เลือดแดงส่วนหนึ่งจากหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย จะไหลผ่านไปยังหลอดเลือดแดงของปอด ปริมาณเลือดไปปอดเพิ่มขึ้น และไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องซ้ายเพิ่มขึ้น คล้ายในรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง
image
หลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกายส่วนไปเลี้ยงลำตัวส่วนล่างตีบ (coarctation of aorta; CoA)
ผลจากการตีบของหลอดเลือดแดงใหญ่ของร่างกาย ทำให้หัวใจห้องซ้ายมีความดันสูงขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น และกระตุ้นให้ความดันโลหิตของร่างกายส่วนบนสูงขึ้น เลือดไปเลี้ยงร่างกายส่วนล่างของลำตัวลดลง เกิดความแตกต่างของความดันโลหิตระหว่างแขน และขา ชีพจรส่วนขาเบาลง บางรายอาจไม่มีอาการ แต่ถูกตรวจพบโดยบังเอิญในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เช่น ฟังได้เสียงฟู่ของหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง คลำชีพจรส่วนขาเบาผิดปกติ
image
โรคหัวใจรูห์มาติค
เป็นความผิดปกติของหัวใจที่เกิดภายหลังที่ผู้ป่วยไม่สบายจากไข้รูห์มาติค โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของหัวใจที่เกิดบ่อยคือลิ้นหัวใจ
image
โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่นานๆ และไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอดีพอ หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น
กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น จนอาจทำให้เกิดหัวใจวาย
 ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบง่าย เมื่อ
ทำงานหนัก บวมบริเวณเท้า และจะนอนราบไม่ได้
โรคหลอดเลือดหัวใจ
เกิดขึ้นเพราะมีความผิดปกติเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจ มีไขมันมาเกาะจนทำให้เกิดการมีการตีบตัน
เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอเพียง

image

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

กินผลไม้อย่างให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

ผลไม้ เป็นสิ่งจำเป็นที่คนเราควรรับประทาน เพราะในผลไม้มีกากใยอาหาร และวิตามิน เกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มากมาย อีกทั้งน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จึงช่วยลดน้ำหนักได้ และร่างกายจะใช้ประโยชน์จากผลไม้สูงสุดต่อเมื่อคนนั้นต้องกินผลไม้อย่างถูกวิธี คือ
การกินผลไม้ขณะที่ท้องว่าง ไม่ควรกินผลไม้พร้อมกับหรือหลังอาหารอื่นๆ หรือหากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาทีเพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่
เหตุผลที่ห้ามกินผลไม้หลังอาหาร
เมื่ออาหารตกถึงกระเพาะจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง หากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะต้องถูกขัดขวางจากอาหารที่รอการย่อยเหล่านั้น ระหว่างนี้ทั้งอาหารและผลไม้ที่ผสมกันในกระเพาะจึงอาจทำให้เกิดการหมักบูด เกิดแก๊ส ซึ่งมีผลให้เกิดอาการแน่น จุก หรือไม่สบายท้องได้
คุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราเต็มที่เมื่อกินขณะท้องว่าง แต่หากใครที่กินผลไม้ไม่ถูกวิธี แต่ไม่รู้สึกแย่อะไร ก็แสดงว่าร่างกายคุณปรับตัวได้ดีแต่คุณอาจไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากใครที่กินอาหารแล้วต้องการกินผลไม้ตาม ควรรอเวลาให้อาหารที่กินเข้าไปก่อนหน้านั้นย่อยหมดก่อน แล้วจึงค่อยกินผลไม้
คำแนะนำการกินผลไม้
-หากเป็นอาหารเบาๆ เช่น สลัดผักสด ใช้เวลารอประมาณ 2 ชั่วโมง
-หากคุณเพิ่งกินอาหารหนักอย่างเช่น ข้าว หรือเนื้อสัตว์ ที่ใช้เวลาย่อยนานขึ้น ก็อาจต้องรออย่างน้อย 4 ชั่วโมง
-หากกินอาหารหลายๆ อย่างรวมกัน มีกากใยน้อย ย่อยยากขึ้น ก็อาจใช้เวลามากถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งไม่แนะนำให้กินผลไม้ตามไปในช่วงเวลานั้นเลย
**ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะกินผลไม้ คือ ช่วงเช้าของทุกวัน ตั้งแต่ตอนตื่นจนถึงเที่ยงเนื่องจากร่างกายจะช่วยให้เรามีพลังงานเหลือเฟือไว้ใช้ประโยชน์กับกิจกรรมอื่นๆ อีกทั้งช่วยให้สุขภาพดี กระชุ่มกระชวย อยู่เสมอ

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

สูตรน้ำผลไม้ล้างสารพิษ

สูตรและวิธีการทำ เครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้
เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ
สูตรล้างสารพิษ
ด้วยส่วนผสมของ 
แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียว
สูตร-วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ สูตรล้างสารพิษ แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียวสูตร-วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ สูตรล้างสารพิษ แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียว
สูตรและวิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ สูตรล้างสารพิษ แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียว เครื่องดื่มสูตรล้างสารพิษ อร่อยได้อย่างง่าย ๆ แก้วนี้ มีสรรพคุณช่วยชำระล้างภายใน ช่วยลดคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เป็นเลิศ ด้วยคุณสมบัติทำความสะอาดและเสริมวิตามิน เกลือแร่ ที่ไม่เป็นรองใครของแอปเปิ้ลและแคร์รอต นอกจากนี้การวิจัยสมัยใหม่ยังพบอีกว่า แอปเปิ้ลมีสารฟลาโวนอยด์และสารแอนติออกซิแดนท์อื่น ๆ สูง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
ส่วนผสมของเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้
เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สูตรล้างสารพิษ ประกอบด้วย

• แคร์รอต 4 หัว
• แอปเปิลเขียว 2 ผล
เครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
สูตรล้างสารพิษ ให้คุณค่าทางโภชนาการ

• พลังงาน 280 กิโลแคลอรี
• วิตามินเอ 80,356หน่วยสากล
• วิตามินซี 44 มิลลิกรัม
• โพแทสเซียม 1,280 มิลลิกรัม
วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สูตรล้างสารพิษ
• คั่นน้ำแคร์รอตและแอปเปิลเขียวด้วยเครื่องสกัดแยกกาก
• นำน้ำที่ได้ผสมเข้าด้วยกัน เสิร์ฟเครื่องดื่มผสมกับน้ำแข็ง ตกแต่งด้วยแอปเปิลเขียวฝานบางเฉียบ
• เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพส่วนนี้เตรียมได้ 300 มิลลิลิตร
สูตร-วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ สูตรล้างสารพิษ แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียว

•Healthy Drink-Health Note•
สูตรและวิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสปาเพื่อสุขภาพ สูตรล้างสารพิษ

• แนวทางการล้างพิษ โปรแกรมล้างพิษชนิดเต็มสูตรจะมีหลายขั้นตอน เริ่มต้นด้วยจำกัดเฉพาะอาหารเหลวและน้ำ จากนั้นจึงค่อยเพิ่มผักและผลไม้สด ผักที่ปรุงสุกและข้าวกล้องธัญพืช โยเกิร์ตรสธรรมชาติและสุดท้ายคือปลา หลังจากการบริโภคเฉพาะของเหลวอย่างเดียวทั้งวัน คุณต้องค่อย ๆ เริ่มอาหารอย่างช้า ๆ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารปรับตัวตามทัน ไม่เช่นนั้นนอกจากจะไม่เกิดผลดีแล้ว ยังอาจทำให้คุณป่วยได้ด้วย
• ขณะล้างสารพิษ คุณอาจมีอาการข้างเคียง เช่น เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว อารมณ์แปรปรวน และผิวหนังผิดปกติ อันเป็นผลจากการที่ร่างกายขับของเสียออก จงอดทนไว้ เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้ว คุณจะรู้สึกสดชื่น ได้รับการฟื้นฟูพลัง ผิว ผม และเล็บจะดูดีขึ้นจนเพื่อน ๆของคุณอิจฉา...
• "แอปเปิ้ล" สมัยก่อนในครอบครัวของฝรั่ง มักจะมีการสอนลูกหลานไว้ว่า "An Apple A Day Keeps The Doctor Away" กินแอปเปิ้ลวันละลูกช่วยให้ไกลหมอ ถึงปัจจุบันนี้การวิจัยสมัยใหม่พบว่าแอปเปิ้ลเป็น "The Healthiest Fruit" ก็เพราะว่าแอปเปิ้ลช่วยในการขับถ่าย และล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ได้ดี แอปเปิ้ลมีเพกติน (Pectin) กากใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งทำงานร่วมกับกรดเปรี้ยวจนกลายเป็นยาระบายชั้นดี
• การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แบบธรรมชาติบำบัด ยังใช้น้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ (Apple Cider) และน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) เป็นอาหารรักษาสารพัดโรค รวมทั้งโรคปวดข้อ โรคหลอดเลือดหัวใจ บำรุงผิวพรรณ และบำรุงสุขภาพ เพราะน้ำแอปเปิ้ลหมักมีโพแทสเซียมสูง  ช่วยบำรุงเซลล์เนื้อเยื่อให้สมบูรณ์มีชีวิตชีวา
• ในทัศนะของการแพทย์สมัยใหม่ พบว่าสารเพกตินที่มีอยู่ในแอปเปิ้ล จะเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำแอปเปิ้ลคั้นสดมีสีขุ่น และช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะลด LDL ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันในหลอดเลือด นอกจากนั้นการวิจัยสมัยใหม่ยังพบอีกว่า แอปเปิ้ลมีสารฟลาโวนอยด์และสารแอนติออกซิแดนท์อื่น ๆ สูง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี
• แอปเปิ้ลเขียว จะมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม เนื้อแน่นกรอบ เมื่อปอกเปลือกแล้วไม่ต้องแช่น้ำเกลือเจือจาง เหมือนกับแอปเปิ้ลแดง (เพื่อไม่ให้เนื้อแอปเปิ้ลมีสีดำ) การเลือกซื้อแอปเปิ้ลควรเลือกซื้อที่ผิวเปลือกสด ไม่ช้ำหรือเน่าเสีย
• การดื่มน้ำแอปเปิ้ลคั้นจะเป็นวิธีที่ได้รับวิตามินและเกลือแร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าการกินแอปเปิ้ลทั้งผล ทั้งยังได้เพกตินอยู่ครบถ้วน เพียงแต่สูญเสียกากใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำไปเท่านั้นเอง
สูตร-วิธีการทำเครื่องดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ สูตรล้างสารพิษ แคร์รอต-แอปเปิ้ลเขียว

10 อันดับ อาหารต้านมะเร็ง

10 อันดับ อาหารต้านมะเร็ง
                                                                                                                                     

1.       ผัก  - ผักมีกากใยปริมาณมาก  ซึ่งผักที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง ได้แก่
v   กลุ่มผักมีสี เช่น บีทรูท ผักโขม แครอท มะเขือเทศ  ยิ่งมีสีเข้มมมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงว่ามีสารที่มีประโยชน์ (phytochemical) มากขึ้นเท่านั้น   รงควัตถุเหล่านี้ได้แก่ ไบโอฟลาวินอยด์ 20,000 ชนิด และแคโรทีนอยด์ 800 ชนิด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องร่างกายและยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็ง
v   กลุ่มกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี บร็อคโคลี กะหล่ำดอก   ในผักชนิดนี้จะมีสารต้านมะเร็ง  สารที่ช่วยขจัดสารพิษ ตลอดจน อินดอล-3-คาร์บินอลและซัลโฟราเฟน
v   หัวหอม&กระเทียม  ประกอบด้วยไบโอฟลาวินอยด์หลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในนั้นได้แก่ เคอร์ซิทิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้  นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็งอื่นๆ ได้แก่ อัลลิซิน เอส-อัลลิล ซิสทีอิน,ซีลีเนียม และสารที่เรายังไม่รู้จักอีกมากมาย   ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดี ที่เราจะรับประทานกระเทียมและหัวหอม เป็นประจำ
2.       ปลาน้ำเย็น เช่น แซลมอน คอท แมคเคอเรล  ซาร์ดีน  ทูน่าและปลาจากทะเลน้ำลึก  ในปลา  เหล่านี้จะอุดมไปด้วยไขมันที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ได้แก่ EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA ( docosahexaenoic acid) ซึ่งชะลอการแพร่ของมะเร็ง  กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆที่พบในน้ำทะเล แต่ไม่พบในดิน
3.       ถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ในถั่วเหล่านี้พบว่ามีสารต้านโปรตีเอสในปริมาณสูง(มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง) นอกจากนี้ยังพบว่ามีอินโนซิทอล เฮกซาฟอสเฟต(กรดไฟตริก ซึ่งในท้องตลาด จะขายในรูปของ IP-6)  และจีเนสเตอิน (ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งตีบลง)   นอกจากนี้ในถั่วยังอุดมไปด้วยกากใยที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งจะช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายตามธรรมชาติ
4.       เมล็ดธัญพืช เช่นข้าว โอ๊ต  บาร์เลย์  ข้าวโพด ข้าวสาลี  เนื่องจากเมื่อกากใยของพืชเหล่านี้แตกตัวที่ลำไส้จะเปลี่ยนเป็นกรดบิวไทริกที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
5.       สาหร่ายทะเล  จะประกอบด้วยสารบางชนิดที่ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร  และยังประกอบด้วยกากใยชนิดพิเศษที่สามารถละลายน้ำได้ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการนำไขมันอันตราย สารอนุมูลอิสระ สารพิษต่างๆออกจากลำไส้     นอกจากนี้สาหร่ายทะเลยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุอย่างดีจากน้ำทะเล
6.       เบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่  เบอร์รี่สีดำ เพราะในเบอร์รี่จะมีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูง และยังมีกรดอัลลาจิกที่จะทำลายเซลล์มะเร็งให้ตาย
7.       โยเกิร์ต  เนื่องจากในโยเกิร์ตจะมีแบคทีเรียชนิดแลคโตบาซิลัส ที่สามารถหมักนมให้เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน  และเนื่องจากกว่า 80% ของระบบภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่ทางเดินอาหาร  ดังนั้นโยเกิร์ตจึงเป็นอาหารที่จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับร่างกายในการป้องการติดเชื้อและยังช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย
8.       ชาเขียว  ประกอบด้วยคาเทชินและสารเคมีในพืชอีกหลายชนิดด้วยกัน  จากงานวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและยังสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้
        หมายเหตุ  การดื่มชาเขียวให้ได้รับประโยชน์เต็มที่นั้น ต้องดื่มทันทีหลังจากชงเสร็จ เนื่องจากถ้าทิ้งไว้ชาเขียวจะทำปฎิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ  ทำให้สูญเสีย   คุณค่าไป
9.       เครื่องเทศ  -มาสตาร์ด  พริก พริกไท  กระเทียม หัวหอม  ขิง โรสแมรี่  อบเชยและเครื่องเทศอื่นๆที่ใช้ปรุงแต่งรส  สามารถต้านมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
10.    น้ำสะอาด  - เป็นเรื่องแปลกที่กว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่บนโลกและของร่างกายนั้นประกอบด้วยน้ำ  เนื่องจากน้ำนั้นเป็นเป็นสารตัวกลางสำคัญของร่างกายที่ใช้ในขบวนการต่างๆของเซลล์ อาทิเช่น ควบคุมสมดุลกรด-ด่าง  การทำความสะอาด  การขจัดสิ่งสกปรก  และยังนำพาสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์  ตลอดจนนำของเสีย หรือสารพิษออกจากเซลล์อีกด้วย                                                                                                                                                                        

อาหารชั้นเยี่ยม

                        ถึงแม้ว่าอาหารหลากหลายชนิดจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย  แต่มีอาหารเพียงไม่กี่อย่างที่จัดว่าเป็น  อาหารชั้นเยี่ยม ซึ่งได้แก่
v   กระเทียม  เป็นเครื่องเทศกลิ่นแรงที่ใช้ประกอบอาหารกันมามากกว่า 5,000 ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรยาฆ่าเชื้ออีกด้วย          หลุยส์  ปาสเตอร์พบว่า กระเทียมสามารถฆ่าเชื้อที่อยู่ในจานเพาะเชื้อได้   และยังพบว่ากระเทียมจะกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการป้องกันเซลล์มะเร็ง     อับดุลลาห์ แพทย์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ที่กินกระเทียม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าเซล์เม็ดเลือดขาวของผู้ไม่กินกระเทียมถึง 139 %   มีการทดลองพบว่าทั้งกระเทียมและหัวหอมสามารถลดการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง  และจากการให้หนูทดลองกินกระเทียม พบว่าในหนูที่มีแนวโน้มว่าทางพันธุกรรมว่าเป็นมะเร็งได้ง่าย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลดลง
มะเร็งที่พบได้บ่อย คือมะเร็งกระเพาะอาหาร  ซึ่งนักวิจัยชาวจีน พบว่าการบริโภคกระเทียมและหัวหอมในปริมาณสูงๆ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่กระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง  นอกจากนี้กระเทียมยังทำให้ตับสามารถทนต่อสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้นด้วย  และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของกระเทียมที่จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นจึงสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
v   แคโรทีนอย  -ทั้งแคโรทีนอยและไบโอฟลาวินอยในพืช จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังกระตุ้นการทำงาของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย  โดยที่หน้าที่หลักของแคโรทีนอย คือจะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง  แคโรทีนอยจะพบทั้งในผัก-ผลไม้สีเขียวและสีส้ม   ส่วนไบโอฟลาวินอยจะพบในพวกผลไม้รสเปรี้ยว ธัญพืช น้ำผึ้ง
v   พวกหัวกะหล่ำ  -ได้แก่  บร็อคโคลี,  กะหล่ำปลี,  กะหล่ำปลีbrussel,  ดอกกะหล่ำ ซึ่งพืชเหล่านี้จะมีส่วนหัวอยู่ติดกับพื้นดิน  เนื่องจากในพืชชนิดนี้จะมีสารอินโดล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้นส์ พบว่าในสัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยพืชประเภทนี้ เมื่อได้สารก่อมะเร็งชนิดอัลฟาทอกซินนั้นโอกาสเกิดมะเร็งลดลงถึง 90 %
v    เห็ด   นักวิทยาศาสตร์พบว่าเห็ดไรชิ ,เห็ดชิตาเกะ ,เห็ดไมตาเกะ มีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูง  มีการทดลองให้สัตว์กินสารสกัดจากเห็ดไมตาเกะ  พบว่า 40%ของสัตว์ทั้งหมดสามารถกำจัดมะเร็งได้หมดสิ้น  ส่วนอีกสัตว์อีก60%นั้นสามารถกำจัดมะเร็งได้ถึง 90%    ในเห็ดไมตาเกะ ประกอบด้วยโพลีแซคคาไลท์ ที่ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความดันเลือด
v    ถั่ว  - บรรดาเมล็ดพืชทั้งหลายที่มีเปลือก จะมีสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยเมล็ดเหล่านั้นได้โดยตรง  จาการค้นพบที่ผ่านมาพบว่าสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็งได้   สถาบันมะเร็งนานาชาติ พบว่าในอาหารประเภทถั่วนั้นประกอบด้วยสารไอโซฟลาโวนและสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี   และจากงานวิจัยของDr. Ann Kennedy พบว่าในถั่วมีคุณสมบัติดังนี้
·        ป้องกันการเกิดมะเร็งในสัตว์ที่ได้สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
·        ในงานวิจัยบางงานพบว่า สามารถทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลง
·        ลดผลข้างเคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง
·        สามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้
นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่สามารถยับยั้งการแพร่ของมะเร็งได้  อาทิเช่น แอปเปิ้ล  แอพริคอท  บาร์เล่ย์  ผลไม้รสเปรี้ยว  แครนเบอร์รี่  ปลา   น้ำมันปลา  ขิง  โสม  ชาเขียว  ผักโขม  สาหร่ายทะเล