วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โสมเกาหลี

  • ต้นโสมเกาหลี มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนเหนือและประเทศเกาหลี จัดเป็นพืชล้มลุกมีอายุหลายปี ลำต้นฉ่ำน้ำ ลำต้นมีขนาดประมาณ 60-80 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะกลมและตั้งตรง มีรากเก็บอาการลักษณะพองโต แยกเป็นง่าม นิยมเก็บรากมาใช้เป็นยาเมื่ออายุประมาณ 4-6 ปี มักขึ้นใต้ร่มเงาไม้อื่น ลำต้นจะแห้งไปในช่วงฤดูหนาว[3]
ต้นโสมเกาหลี
  • ต้นโสม โสมเป็นพืชโตช้า ถ้าเพาะจากเมล็ดจะต้องใช้เวลาถึง 5-6 ปี จึงจะเก็บมาใช้ได้ โดยในปีแรกจะมีความสูงเพียง 1 ฟุต มีใบ 1 ใบ ประกอบด้วยใบย่อย 3-5 ใบ และใบจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ เมื่อถึงปีที่ 3 ก็จะเริ่มออกดอก เมื่ออายุ 4-5 ปี ต้นจะสูงประมาณ 2 ฟุต โสมเกาหลีเป็นพืชที่ปลูกยาก ต้องการภูมิอากาศเฉพาะ การเพาะปลูกจะต้องปลูกในที่ที่ไม่เคยปลูกโสมมาก่อนในช่วงระยะเวลา 10-15 ปี ต้องปลูกในที่ที่มีแสงไม่มาก และต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี สามารถขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดจากต้นแก่ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป แล้วต้องนำเมล็ดที่ได้ไปปลูกทันที เพราะหากทิ้งไว้ให้แห้งจะไม่ขึ้นทันที จะงอกใน 8 เดือน แต่ถ้าทิ้งเมล็ดไว้ 4 เดือนแล้วจึงนำมาปลูกในที่ชื้น จะใช้เวลา 9 เดือนจึงจะงอก โสมเป็นพืชที่ชอบดินเหนียว มีค่า pH ประมาณ 5.5-6.0 อุณหภูมิที่ปลูกประมาณ 0-15 องศาเซลเซียส ไม่ชอบแสงแดด จึงต้องทำร่มบังให้ ภูมิอากาศในประเทศไทยจึงไม่เหมาะสำหรับการปลูกโสมและยังไม่สามารถปลูกโสมได้ ในปัจจุบันปลูกกันมากในประเทศเกาหลี จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น[1],[2],[3] อีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าโสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะเรียกว่า “โสมป่า” ส่วนโสมที่มีคนนำมาเพาะปลูกจะเรียกว่า “โสมสวน” โดยโสมป่าจะมีรากขนาดเล็กและยาวกว่าโสมส่วน บริเวณส่วนหัวของรากจะยาวและมีการแตกรากมาก รากฝอยจะยาวและเหนียวกว่าโสมสวน และมีคุณภาพที่ดีกว่าอีกด้วย[3]
ต้นโสม
  • รากโสมเกาหลี รากมีขนาดใหญ่อ้วนกลม มีลักษณะอวบแตกเป็นแขนง 2 อัน ลักษณะคล้ายกับขาคน หากดูทั้งรากจะมีลักษณะคล้ายกับคน บางครั้งจึงเรียกว่า “โสมคน” โดยรากแก่ยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร โดยคำว่า “Ginseng” นั้นเป็นภาษาจีน ที่แปลว่า man-root ซึ่งหมายถึง รากไม้ที่มีลักษณะคล้ายคน มองดูคล้ายมีหัวแขนและขา (บางตำรากล่าวว่ารากโสมยิ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่าโสมนั้นมีคุณค่าและมีราคาแพง) เปลือกรากเป็นสีเหลือง มีเนื้อนิ่ม เนื้อในรากเป็นสีขาว แตกรากฝอยมาก การจะเก็บรากโสมจะต้องเก็บในช่งเดือนกุมภาพันธ์ก่อนการออกดอก ซึ่งจะเป็นช่วงที่โสมที่สารสำคัญอยู่มากที่สุด เมื่อเก็บมาแล้วก็ต้องทำให้แห้งโดยเร็ว ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เอนไซม์ในรากโสมออกมาทำลาย saponin[2],[3]
รากโสมเกาหลี
  • ใบโสมเกาหลี ใบเป็นใบประกอบคล้ายรูปฝ่ามือ ลักษณะของใบคล้ายกับใบหนุมานประสานกายหรือใบต้นนิ้วมือพระนารายณ์ แต่มีขนาดบางกว่า โดยจะมีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ออกเรียงตัวเป็นวงรอบลำต้น โดยสมที่มีอายุประมาณ 2-5 ปี จะมีใบย่อยประมาณ 5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปกลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 2-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ใบย่อยสามใบด้านบนจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยสองใบที่อยู่ด้านล่าง เส้นหน้าใบมีขนปกคลุมเล็กน้อย ส่วนหลังใบไม่มีขน ใบจะเพิ่มขึ้นปีละ 1 ใบ[1],[2],[3]
ใบโสมเกาหลี
  • ดอกโสมเกาหลี ออกดอกเป็นช่อสีขาวที่ยอดต้น มีก้านดอกยาวชูออกมาจากยอด แบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ช่อหนึ่งมีดอกย่อยประมาณ 4-40 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีสีเหลืองอ่อนอมสีเขียว ในหนึ่งดอกจะมี 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว มี 5 กลีบ หุ้มอยู่ ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ใจกลางดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน แบบสั้น โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน[1],[2],[3]
ดอกโสมเกาหลี
  • ผลโสมเกาหลี ผลมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อย เป็นผลสดเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง[1],[2]
ผลโสมเกาหลี

ชนิดของโสมเกาหลี

รากโสมเกาหลี นิยมนำมาใช้ทำเป็นโสมแดงและโสมขาว เป็นพืชที่ควบคุมของรัฐบาลเกาหลี ห้ามนำพันธุ์ออกนอกประเทศ แต่ในไทยเคยพบว่าเกิดตามธรรมชาติเพียงแห่งเดียว[1]
  • โสมขาว (White Ginseng) คือ การนำรากโสมที่ล้างสะอาดแล้วมาตากแดดหรืออบให้แห้งทันที[2]
โสมขาว
  • โสมแดง (Red Ginseng) คือ การนำรากโสมที่ตัดเฉพาะส่วนที่ดีๆ มาล้างให้สะอาด เป็นโสมที่ผ่านกรรมวิธีการอบและฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง โดยการนำมาอบด้วยไอน้ำประมาณ 120-130 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 2-4 ชั่วโมง จนเป็นสีน้ำตาลแดง แล้วจึงนำไปอบให้แห้ง จะได้เป็นสีน้ำตาลแดง (ใส) โดยจะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 4 ชนิด จึงมีราคาแพงกว่าโสมขาว ขายได้ราคาดี[1],[2]
โสมแดง

สรรพคุณของโสมเกาหลี

  1. รากโสมเกาหลี มีรสหวานชุ่มขมเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด ม้าม และกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายชุ่มชื่น ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย[3]
  2. ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ปรับการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ[1]
  3. ช่วยแก้อาการหน้ามืดเป็นลม[3]
  4. ช่วยแก้อาการเหงื่อออกไม่รู้ตัว กระหายน้ำ[3]
  5. ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร[3]
  6. ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ หรือหายใจผิดปกติ[3]
  7. โสมมีสรรพคุณเป็นยาช่วยบำรุงหัวใจ โดยออกฤทธิ์คล้ายกับยา digoxin ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตัน[5]
  8. ใช้รักษาและป้องกันโรคผนังเส้นเลือดแดงใหญ่หนาและแข็ง โดยโสมจะไปช่วยทำให้คอเลสเตอรอลที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดลดน้อยลง[2]
  9. โสมมีฤทธิ์ต้านการจับตัวกันของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตันของหลอดเลือด[2]
  10. โสมมีฤทธิ์สร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่มีเลือดน้อยหรือผู้ที่โลหิตจางและความดันต่ำได้ และยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในกระดูกได้อีกด้วย[3]
  11. โสมมีฤทธิ์ต้านพิษต่อตับ โดยโสมสามารถช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับอันเกิดจากคลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตระคลอไรด์และแอลกอฮอล์ได้[2]
  12. ใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติต่างๆ เช่น หย่อนสมรรถภาพทางเพศ อาการท้องผูก ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ โลหิตจาง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และความเครียด[1]
  13. ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง[5]
  14. ช่วยลดอาการผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่น จึงช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น[5]
  15. ช่วยเร่งฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วย ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี จากการศึกษาพบว่าโสมสามารถช่วยต่อต้านโรคและอันตรายที่เกิดจากรังสีรวมถึงสารพิษต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ[5]
  16. นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่ระบุว่าโสมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส HIV-1, ป้องกันอันตรายจากรังสีแกมมา, กระตุ้นการสร้างอสุจิ, เร่งการเจริญเติบโตของรังไข่และการตกไข่, ช่วยลดการหลั่งกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ช่วยยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ (ส่วนนี้รวบรวมมาจากหลายๆ เว็บไซต์ครับ แต่ข้อมูลที่ได้มาไม่มีแหล่งอ้างอิง)
วิธีใช้ : วิธีการใช้ตาม [1],[2] ให้ใช้ส่วนของรากโสมที่มีอายุประมาณ 5-6 ปี นำมาล้างให้สะอาด ตากให้แห้งในที่ร่มประมาณ 2-3 วัน แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่มและกินกากยาด้วย โดยขนาดที่ใช้คือขนาด 0.6 กรัมต่อวัน[1] ส่วนการใช้รากตาม [3] ให้ใช้ครั้งละ 2-10 กรัม หรืออาจใช้ได้ไม่เกิน 35 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน[3]

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย

เห็ดถั่งเช่า ทำไมถึงเรียกว่า ไวอากร้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย
เห็ดถั่งเช่า หญ้าหนอน ตั้งถั่งเฉ้า
          เห็ดถั่งเช่า หญ้าหนอน หรือตังถั่งเช่า กับสรรพคุณที่รู้จักกันว่าเป็น ไวอากร้า แห่งเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นแซงหน้าโสมเกาหลี ด้วยกว่าจะมาเป็นเห็ดถั่งเช่านั้นหากใครได้ยินอาจจะมองว่าเหลือเชื่อ เพราะว่ามันเกิดจากการที่หนอนผีเสื้อ ที่อยู่บริเวณแถบที่ราบสูงทิเบต ตอนฤดูหนาวจะจำศีลอยู่ใต้ดิน จากนั้นมันจะถูกสปอร์ของเห็ดราในสกุล Ophiocordyceps อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน เห็ดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordyceps sinensis เป็นที่มาของคำว่า "ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า"
 สรรพคุณของเห็ดถั่งเช่า มีอะไรบ้าง
          ฤทธิ์ไม่ร้อน มีรสหวาน เข้าเส้นลมปราณไต บำรุงไต เสริมภูมิคุ้มกัน และพลังชีวิต แก้อาการอ่อนเพลีย ภูมิแพ้ แก้ไอ ละลายเสมหะ หอบหืด ไอเรื้อรัง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เข่าอ่อน เอวอ่อน ทำให้แก่ช้า และเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ป่วยฟื้นไข้
          การทดลองทางการแพทย์พบว่า สารสกัดจากตังถั่งเช่า มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด กระตุ้นสมรรถภาพการทำงานของต่อมหมวกไต เพิ่มภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยโรคไต ช่วยลดจำนวนครั้งของการฟอกไต สมานแผลจากเบาหวาน ช่วยลดการโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็ง
  1. ฟื้นฟูสมรรถนะของไต ช่วยบรรเทาอาการและรักษา ไตอักเสบ นิ่วในไต เสริมภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยโรคไต
  2. ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
  3. ช่วยชะลอความแก่ บำรุงร่างกาย ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
  4. ช่วยบรรเทาอาการ และรักษาโรคภูมิแพ้ ให้ร่างกายมีความสมดุล
  5. สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก ตังถั่งเช่า จะเติมเต็มน้ำอสุจิและไขกระดูก
  6. เพิ่มประสิทธิภาพของปอด และหลอดลม
  7. ช่วยบรรเทาอาการ และรักษาโรคต่อมลูกหมาก
  8. ช่วยบรรเทาอาการ และรักษาอาการอ่อนเพลีย ปวดเอว
  9. ปรับสมดุลของความดันโลหิตในร่างกาย
  10. กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญกับร่างกายอย่างมาก
กรณีศึกษา ถั่งเช่า ส่งผลต่อการกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ การวิจัยในผู้ชาย 22 คน ใช้ถั่งเช่า เป็นอาหารเสริม พบว่า ช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มในอสุจิได้ 33% และมีผลลดปริมาณของสเปิร์มที่ผิดปกติลง 29% และมีอีกกรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยทำให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น 66%
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่า การรับประทานถั่งเช่า จะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไต ฮอร์โมนจากต่อมไทมัส และจำนวนของสเปิร์มที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น 300 % และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้ 86%

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังได้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังต่อไปนี้

  1. โรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2
  2. โรคความดันโลหิตสูง
  3. ไขมันในเลือดสูง
  4. โรคตับ
  5. โรคแพ้ภูมิตนเอง (autoimmune diseases) เช่น หนังแข็งSLE ที่อาจก่อให้เกิดไตผิดปกติ
  6. โรคติดเชื้อในระบบ(systemic infection) ที่อาจก่อให้เกิดโรคไต
  1. โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease)
  2. โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง
  3. ได้รับยาหรือสารพิษที่ทำลายไต
  4. อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
  5. มีมวลเนื้อไตลดลง ทั้งที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง
  6. มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว
  7. ตรวจพบนิ่วในไต
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งควรได้รับการตรวจ เพื่อวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง ดังนี้
  1. เจาะเลือดตรวจการทำงานของไต Creatinine ประเมินค่า estimated GFR (eGFR) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ด้วยการตรวจระดับครีเอตินินในซีรั่ม (serum creatinine, SCr) และ คำนวณด้วยสูตร
  2. ตรวจหาโปรตีนจากตัวอย่างปัสสาวะถ่ายครั้งเดียว โดยใช้แถบสีจุ่ม(Dipstick) อ่านการตรวจปัสสาวะหาโปรตีน
กรณีผู้ป่วยเบาหวาน
  • ถ้าตรวจพบมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะตั้งแต่ระดับ 1+ขึ้นไป และไม่มีสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดผลบวกปลอม ถือได้ว่ามีภาวะไตผิดปกติ
  • ถ้าตรวจไม่พบโปรตีนรั่วทางปัสสาวะด้วยแถบสีจุ่มควรส่งตรวจปัสสาวะตอนเช้าโมงเพื่อหาค่าโปรตีนในปัสสาวะ urinary albumin/creatinine ratio (UACR) จากการเก็บปัสสาวะตอนเช้าถ้ามีค่า 30-300 mg/g แสดงว่ามีภาวะ microalbuminuria
  • ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจ UACR ได้ อาจส่งตรวจปัสสาวะด้วย microalbuminuria dipstick แทน ถ้าได้ผลบวกให้ถือว่า ผู้ป่วยอาจมีภาวะ microalbuminuria
กรณีผู้ป่วยไม่ได้เป็นเบาหวาน
  • ถ้าตรวจพบมีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะตั้งแต่ระดับ 2+ขึ้นไป และไม่มีสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดผลบวกปลอม ถือได้ว่ามีภาวะไตผิดปกติ
  • ถ้าตรวจพบโปรตีนรั่วทางปัสสาวะในระดับ 1+ควรส่งตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ urinary protein/creatinine ratio(UPCR) ถ้ามากกว่า 500 mg/g ให้ถือว่ามีภาวะไตผิดปกติ
  1. ตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะด้วยแถบสีจุ่ม ถ้าได้ผลบวกให้ทำการตรวจ microscopic examination โดยละเอียด หากพบเม็ดเลือดแดง มากกว่า 5/HPF ในปัสสาวะที่ได้รับการปั่น และไม่มีสาเหตุที่สามารถทำให้เกิดผลบวกปลอม ถือได้ว่ามีภาวะไตผิดปกติ
  2. ในกรณีที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะควรได้รับการตรวจซ้ำอีกครั้งในระยะเวลา 3 เดือนหากยืนยันความผิดปกติสามารถให้การวินิจฉัยผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังหากผลการตรวจซ้ำไม่ยืนยันความผิดปกติ ให้ทำการคัดกรองผู้ป่วย ในปีถัดไป
  3. การตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจทางรังสี (plain KUB) และ/หรือการตรวจอัลตราซาวด์ (ultrasonography of KUB) ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยแต่ละราย

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อาการของโรคไต

อาการของโรคไตในที่นี้จะหมายถึงอาการของโรคไตวายเรื้อรัง โรคไตชนิดอื่นเช่นโรคนิ่วผู้ป่วยก็จะมีอาการเฉียบพลัน ปวดเอวปัสสาวะเป็นเลือด ส่วนผู้ป่วยที่มีทางเดินปัสสาวะอักเสบก็จะมีอาการไข้ปัสสาวะขัดหรือขุ่น แต่ผู้ที่เป็นดรคไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการอะไร เมื่อมีอาการไตก็เสื่อมลงไปมากแล้ว อาการเตือนว่าจะเป็นโรคไตได้แก่
เท้าบวม
เนฟโฟติก
หนังตาบวม
  1. ปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะ ที่เกิดจากทางเดินปัสสาวะอักเสบซึ่งมักจะพบในเพศหญิง แต่หากพบในเพศชายจะต้องตรวจหาสาเหตุ เช่นนิ่ว
  2. หรือปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่งแรง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน ซึ่งบ่งบอกว่ามีอารอุดตันทางเดินปัสสาวะ เช่นต่อมลูกหมากโตมดลูกหย่อน
  3. ปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติโดยเฉพาะเวลากลางคืน คนปกติเมื่อนอนประมาณ6-8 ชั่วโมงจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ หรืออาจจะลุกขึ้นมา 1-2 ครั้ง เนื่องจากไตคนปกติจะดูดซึมน้ำกลับมากขึ้น ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังไตจะดูดน้ำกลับไม่ดีจึงมีอาการปัสสาวะบ่อย
  4. ปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ มีเลือดหรือขุ่นกว่าปกติ ซึ่งบ่งบอกว่ามีเลือดปน หรือมีการติดเชื้อ
  5. ปัสสาวะผิดปกติเช่น เป็นฟอง เนื่องจากมีโปรตีนในปัสสาวะ
  6. หนังตา มือ หรือเท้าบวม อาการบวมที่หนังตาหรือหน้าจะสังเกตได้ง่ายเวลาตื่นนอนตอนเช้า
  7. เหนื่อยง่าย หอบเวลาเดินเนื่องจากมีปริมาณน้ำเกิน
  8. อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายเนื่องมาจากภาวะโลหิตจาง
  9. เจ็บหน้าอกเนื่องจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
  10. เลือดออกง่าย
  11. กระดูกหักง่ายเนื่องจากแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ
  12. คลื่นไส้ อาเจียน
  13. คันตามผิวหัง
  14. เจ็บเอว ปวดหลัง
  15. ความดันโลหิตสูง
  16. ความต้องการทางเพศลดลง
อาการที่เป็นไตเสื่อมหรือไตวาย
เมื่อไตเริ่มวายผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อมมากขึ้นผู้ป่วยจะปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยขึ้น เนื่องจากไตไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับ นอกจากปัสสาวะตอนกลางคืนแล้วผู้ป่วยยังมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ความจำไม่ดี นอกจากนี้ยังมีอาการตามระบบต่างๆดังนี้
  1. ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ[ neuromuscular] จะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อปลายเท้าปลายมือชาเนื่องจากปลายประสาทอักเสบ  [peripheral neuropathy ]เป็นตะคริว และชัก
  2. ระบบทางเดินอาหาร[gastrointestinal] เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบเป็นอาการที่พบที่พบทุกรายถ้าไตวายมากขึ้นบางรายมีเลือดออกทางเดินอาหาร
  3. ระบบหัวใจและหลอดเลือด[ cardiovascular ] ถ้าไตวายมากมีการคั่งของเกลือและน้ำจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง มีอาการบวมเนื่องจากหัวใจวาย บางรายมีอาการมีอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ [ pericarditis ]
  4. ผิวหนัง มีอาการคัน ผิวจะมีสีเหลือง-น้ำตาล

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สุขภาพอนามัยทางเพศ

                                                                                      


    สุขภาพอนามัยทางเพศ เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงกันมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นผลมาจากโลกา- ภิวัฒน์ ที่มีผลกระทบต่อแนวคิดของทั้งวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ จนทำให้พบว่าเรื่องของปัญหาทางเพศ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้นด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการที่มีความรู้เรื่องเพศ ที่ยังไม่ถูกต้อง และไม่มีการย้ำสำนึกรับผิดชอบต่อพฤติกรรมทางเพศของตนเอง ก่อนที่จะกล่าวถึงปัญหา ทางเพศนั้น องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของการมีสุขภาพอนามัยทางเพศเป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ ในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม ส่วนประเด็นของจิตวิญญาณ (spiritual) นั้นก็เริ่มมีการกล่าวถึงกันบ้าง ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกที่ถูกต้อง ที่ดีงามในเรื่องเพศ ดังนั้นการมีสุขภาพอนามัยทางเพศ จึงอาจ จัดกลุ่มให้เข้าใจได้ง่ายดังนี้



มีความสามารถที่จะเป็นสุข และควบคุมพฤติกรรมทางเพศของตนเองให้สอดคล้องกับจรรยาของสังคม และไม่ละเมิดศีลธรมของผู้อื่น 

ปราศจากความรู้สึกกลัว อับอาย ละอายใจ ความหลงผิด และสภาวะทางจิตใจ ที่ยับยั้งการตอบสนอง ทางเพศ และทำให้สัมพันธภาพทางเพศเสื่อมลง 

ปราศจากความผิดปกติทางร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บและความบกพร่องต่างๆ ที่จะขัดขวางการทำหน้าที่ ทางเพศ 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การมีสุขภาพอนามัยทางเพศจะต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ แต่ถ้ามีองค์ ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งผิดปกติ ก็ถือว่าไม่มีสุขภาพอนามัยทางเพศ การไม่มีสุขภาพอนามัย ทางเพศ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาทางเพศตามมา ซึ่งก็พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ดังนั้นการสอนเพศศึกษา จะต้องให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสุขภาพอนามัยทางเพศ

ปัญหาสุขภาพอนามัยทางเพศ (Sexual health problems)



โดยที่สุขภาพอนามัย (well-being and free of diseases) เป็นภาวะทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม จึงแบ่งปัญหาสุขภาพอนามัยทางเพศได้เป็น 3 ประเด็น



ปัญหาทางร่างกาย ได้แก่ การเจริญเติบโตทางร่างกายที่ผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้การระบุเพศ หรือการกระทำหน้าที่ทางเพศผิดปกติหรือไม่สมบูรณ์ เช่น ภาวะอวัยวะเพศกำกวม (ambiguous genitalia), ภาวะเทอร์เนอร์ (Turner\'s syndrome), ภาวะ Mullerian agenesis, hypospadias เป็นต้น ซึ่งมีสาเหตุได้จาก พันธุกรรมผิดปกติ (genetic disorders), โครโมโซมผิดปกติ, congenital adrenal hyperplasia นอกจากนี้ยังมีโรคที่มาเกิดในภายหลัง จนทำให้อวัยวะสืบพันธุ์ทุพพลภาพได้ เช่น เนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งของปากช่องคลอด มะเร็งของอวัยวะเพศชาย อวัยวะเพศชายแข็งตัวนานผิดปกติ (priapism) เป็นต้น หรือเป็นโรคที่ทำให้การกระทำหน้าที่ทางเพศผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน โรคตับแข็ง เป็นต้น หรือการเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุของผู้หญิง (menopause) ทำให้ช่องคลอดแห้งและบางเวลาร่วมเพศ จะมีอาการเจ็บปวดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการมีพฤติกรรมทางเพศ 

ปัญหาทางจิตใจ ได้แก่ ความไม่ชอบ ความกลัว ความไม่เหมาะสมของตัวกระตุ้นให้เกิดอารมณ์เพศ เช่น กลุ่ม sexual disorder อันได้แก่ รักร่วมเพศ (homosexual) ชนิด ego-dystonia ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ไม่เหมาะสมของ sexual orientation จนทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจ (ego-dystonia) หรือจิตสำนึกผิดเพศ (transexualism) ซึ่งเป็นพัฒนาการผิดปกติของ gender identity นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพิศวาสผิดธรรมชาติ (paraphilias) เช่น ลักเพศ (transvestism) ถ้ำมอง (voyeurism) ชอบอวดอวัยวะเพศ (exhibitionism) พิศวาสวัตถุ (fetishism) พิศวาสเด็ก (pedophilia) พิศวาสทารุณ (sadism) พิศวาสความเจ็บปวด (masochism) เป็นต้น สาเหตุอาจจะเป็นจากการพัฒนาบุคลิกภาพที่ผิดปกติ (personality disorder) หรือโรคประสาท (neurosis) หรือโรคจิต (psychosis) อีกกลุ่มคือ การตอบสนองทางเพศไม่สมบูรณ์ (psychosexual dysfunction) อาจเกิดจากความไม่ชอบ ความกลัว ความหลงผิด เป็นต้น 

ปัญหาทางสังคม ที่พบบ่อย ได้แก่ การตั้งครรภ์ไม่วางแผนและการตั้งครรภ์ไม่ปรารถนา การแพร่ระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากความสำส่อนทางเพศ การละเมิดสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางเพศ เช่น อาชญากรรมทางเพศ 

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การออกกำลังกายอวัยวะเพศ


การแข็งบ่อย
อวัยวะเพศก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ร่างกายจะแข็งแรงต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน อวัยวะเพศก็เช่นกัน ต้องให้มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศบ่อยๆ เพราะขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวจะมีเลือดไปเลี้ยงมากที่สุด ละเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมากที่สุด ทำให้มีการสร้างเนื้อเยื่อเพิ่ม
การแข็งตัวของอวัยวะเพศจะทำให้มีการสร้าง Prostaglandin E1 สารตัวนี้จะมีหน้าที่สองประการคือ ทำให้หลอดเลือดแดงไม่แข็งตัวเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น ประการที่สองคือสารนี้จะลดการสร้าง collagen ซึ่งทำให้เกิดพังผืดในอวัยวะเพศ ทำให้การแข็งตัวไม่ดี ร่างกายของคนเรามีระบบให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศโดยมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศในตอนนอนเพื่อให้อวัยวะเพศสร้างสาร Prostaglandin E1
ในเด็กวัยรุนจะมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ 3-5 ครั้งต่อคืน แต่ละครั้งใช้เวลา 20-30 นาที ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบริหาร แต่สำหรับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง การแข็งตัวในตอนกลางคืนลดลง และไม่นาน จึงมีความจำเป็นต้องบริหารให้อวัยวะเพศมีการแข็งตัวบ่อยเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่ม และมีการสร้าง Prostaglandin E1
การบริหารอวัยวะเพศจะต้องทำให้อวัยวะเพศมีการแข็งตัว 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และแข็งแต่ละครั้งนาน 20-30 นาทีเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศ และป้องกันเส้นเลือดแข็ง
การหลั่งบ่อย
ต่อมลูกหมากจะมีการสร้างน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงเชื้ออยู่ตลอดเวลา การหลั่งบ่อยจะเป็นการลดอาการบวมของต่อมลูกหมาก ซึ่งจะทำให้สุขภาพของต่อมลูกหมากดีขึ้น มีการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อในต่อมลูกหมากทำงานดีขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำเชื้อเพิ่มขึ้น และการฉีดของน้ำเชื้อเพิ่มขึ้น

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หัวใจ

หัวใจ (Heart)


หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจจะอยู่ใต้กระดูกหน้าอก โดยมีตำแหน่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของหน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย

หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบน และ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับโลหิตที่ใช้แล้วจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน โลหิตที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

ลิ้นปิดเปิดในหัวใจมี 4 ลิ้น มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง และที่เส้นเลือดหลักในหัวใจ ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กั้นเพื่อให้การสูบฉีดโลหิตไหลไปในทิศทางเดียว

ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน หัวใจจะมีอัตราการเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที การเต้นหรือการบีบตัวแต่ละครั้งเกิดจากตัวกระตุ้นทางกระแสไฟฟ้าซึ่งถูกกระตุ้นโดยเซลล์พิเศษที่ชื่อ SA node กระแสไฟฟ้าที่ถูกกระตุ้นจาก SA node จะเดินทางผ่านชุดเส้นใยนำไฟฟ้าที่อยู่ทั่วทั้งห้องหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ

หลอดเลือดหัวใจ

หัวใจต้องการออกซิเจนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นในร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) นำโลหิตที่เต็มไปด้วยออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ

หลอดเลือดหัวใจแตกแขนงมาจากหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) โดยหลอดเลือดหัวใจจะพาดอยู่บริเวณพื้นผิวของหัวใจ และจะแยกเป็นเส้นเลือดแขนงย่อยมากมายที่นำโลหิตไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

โดยปกติแล้ว ผนังภายในหลอดเลือดหัวใจจะมีลักษณะเรียบ การสะสมของชั้นไขมันและตะกอนอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า ภาวะการสะสมไขมันภายในผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) นั้นเป็นผลเสียต่อหลอดเลือด เนื่องจากจะไปขัดขวางการไหลของโลหิต ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น อาการเจ็บที่หัวใจอย่างรุนแรง หรือหัวใจวาย

หากเปรียบเทียบง่ายๆ การสะสมไขมันหรือตะกอนในหลอดเลือดก็จะเหมือนกับการสะสมของคราบสนิมในท่อน้ำเก่าๆ มีเพียงโลหิตจำนวนน้อยท่านั้นที่จะไหลผ่านไปได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ กับประสิทธิภาพของหลอดเลือดแคบๆ นี้

หัวใจขาดเลือดคืออะไร

เมื่อหัวใจไม่ได้รับโลหิตที่มีออกซิเจนอย่างพอเพียง ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่เรียกว่าหัวใจขาดเลือด (Angina) ซึ่งมีสาเหตุจากการกระตุกในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวเป็นการเตือนว่าหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น

อาการที่แสดงถึงโรคหัวใจขาดเลือดของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เช่น

เจ็บ ปวด หรือรู้สึกไม่สบาย
แน่นท้อง
เป็นตะคริว
ชา
หายใจลำบาก
จุกเสียด
แน่นหน้าอก
ร้อน
เหงื่อแตก
วิงเวียนศีรษะ

อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในบริเวณหน้าอก ไหล่ หลังส่วนบน แขน คอ ในลำคอ หรือกราม เป็นต้น และอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รู้สึกเครียด ขณะที่ใช้แรงมากในการทำกิจกรรม หรือหลังมื้ออาหารหนักๆ อย่าละเลยโรคหัวใจขาดเลือด การพักผ่อนและการรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการหัวใจขาดเลือดอย่างได้ผล

หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคืออะไร

หัวใจวายเกิดขึ้นจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจก็เหมือนกับท่อน้ำที่ต่อไปยังหัวใจ ดังนั้นหากมีลิ่มเลือด การอุดตัน หรือการกระตุกของกล้ามเนื้อก็อาจขัดขวางการไหลของโลหิตไม่ให้เป็นไปอย่างสะดวก หัวใจในส่วนที่ไม่ได้รับออกซิเจนอาจจะถูกทำลายอย่างถาวร การทำลายที่มีต่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ต่างๆ ในหัวใจอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน เซลล์เหล่านี้จึงตายและเกิดเป็นเยื่อพังผืดขึ้นในบริเวณที่ถูกทำลายนี้

กล้ามเนื้อหัวใจของท่านรักษาตัวเองได้อย่างไร

หลังจากมีอาการหัวใจวาย บริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายจะได้รับการรักษาด้วยกลไกของร่างกายและเกิดเป็นเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นที่บริเวณนั้น หลอดเลือดเล็กๆ สามารถขยายตัวออกได้เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงบริเวณรอบๆ เนื้อเยื่อพังผืดหรือบริเวณที่ถูกทำลาย นับตั้งแต่วันที่มีอาการหัวใจวายแล้ว เนื้อเยื่อพังผืดจะเริ่มก่อตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และก่อตัวเป็นเนื้อเยื่อพังผืดถาวรตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ถึง 3 เดือน การหมุนเวียนของโลหิตแบบใหม่รอบบริเวณที่ถูกทำลายนี้เรียกว่า collateral circulation การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะมีส่วนช่วยสร้างทางเดินโลหิตแบบใหม่นี้ การพักผ่อนและการเพิ่มการทำกิจกรรมทีละเล็กทีละน้อยเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และช่วยให้การสูบฉีดโลหิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure - CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

อาการของหัวใจล้มเหลว
  • หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
  • น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
  • มือ เท้า หรือท้องบวม
  • เหนื่อยมาก
  • ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
  • นอนหลับยาก
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการพักผ่อน ควบคุมอาหารและการใช้ยา

ท่านสามารถควบคุมอาการเหล่านี้ได้โดย

พบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยป้องกันอาการบวมน้ำและป้องกันการเพิ่มขึ้นของการหดเกร็งตัวของหัวใจ ชั่งน้ำหนักตัวและบันทึกไว้ทุกวัน ถ้าหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันให้รีบติดต่อหรือไปพบแพทย์โดยด่วน ควบคุมไม่ให้รับประทานอาหารที่มีโซเดียม (เกลือ) ตามที่แพทย์ของท่านได้แนะนำไว้ และพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

ความเสียหายที่เกิดกับหัวใจอาจมีผลต่อระดับของกระแสไฟฟ้าในหัวใจ และทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) คือการถูกรบกวนซึ่งมีผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยจังหวะที่เปลี่ยนไปนั้นอาจเป็นในลักษณะเต้นช้าเกินไป เร็วเกินไป จังหวะไม่สม่ำเสมอ หรืออาจเกิดอาการทั้งหมดที่กล่าวมา บางกรณีก็จัดเป็นอาการร้ายแรง อาการต่างๆ นี้สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และอาจต้องผ่าตัดในบางกรณี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภทอาจะต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ (pacemaker) อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตอาจต้องรักษาด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (defibrillation) เพื่อทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง

สาเหตุของโรคหัวใจคืออะไร

คำถามที่เกี่ยวกับการเป็นโรคหัวใจหลายประเด็นไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจบ่งชี้ว่าน่าจะมีส่วนในการพัฒนาไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันก็คือนิสัยหรือบุคลิกลักษณะเฉพาะบุคคลที่อาจเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้ และ (2) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ควรตระหนักว่าท่านอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอายุ เพศ หรือประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวได้ แต่ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงหรือชะลอโรคด้วยการตั้งใจควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ท่านกำหนดเองได้ ท่านก็จะสามารถป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นอนาคตได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้

ประวัติในครอบครัว หากมีประวัติของพ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจ ท่านก็มีโอกาสมากที่จะหัวใจวาย รูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็อาจจัดอยู่ในปัจจัยนี้เช่นเดียวกับเรื่องพันธุกรรม

อายุ 55 ปีขึ้นไป โรคหลอดเลือดหัวใจมีความเกี่ยวเนื่องกับอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็มีโอกาสเกิดไขมันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น

เพศ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดหัวใจพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศหญิงตัวหนึ่งที่ช่วยควบคุมปริมาณไขมันให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งผู้หญิงในวัยหลังหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้

การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าสองเท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหันคิดป็นสองถึงสี่เท่าของคนไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวด้วย สารนิโคตินในบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่จะเกาะติดกับฮีโมโกลบินในเลือดได้ง่ายกว่าออกซิเจน ดังนั้นหัวใจอาจจะไม่ได้รับออกซิเจนพอกับความต้องการ นอกจากนี้สารเคมีเหล่านี้ก็อาจจะทำความเสียหายให้กับผนังหลอดเลือดด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรสูบบุหรี่

ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงสามารถกระตุ้นให้กระบวนการของการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เนื่องจากต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเพื่อจะส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย

ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือภาวะสมองขาดเลือด ท่านสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รู้จักผ่อนคลายและหาวิธีจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น

โคเลสเตอรอลสูง โคเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายเราสามารถผลิตขึ้นและพบในอาหารบางชนิด เมื่อเริ่มมีภาวะของโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้น พบว่าโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันที่พบและมีการสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ยิ่งมีระดับโคเลสโตรอลในเลือดสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการพัฒนาและเติมโตของโรคมากขึ้นเท่านั้น เพื่อรักษาระดับการรักษาระดับโคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องวางแผนการรับประทานอาหารโดยเลือกแต่อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำเท่านั้น

เบาหวาน โรคเบาหวานคือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยนำน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย) หรืออาจเกิดจากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือด และยังกระตุ้นให้มีคราบสะสมเกาะภายในผนังหลอดเลือดอีกด้วย

ไลฟ์สไตล์แบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle) การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การออกกำลังกายเป็นประจำมีประโยชน์สุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เช่น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนักตัว และยังช่วยลดความเครียดของท่านได้อีกด้วย ถ้าโดยปกติท่านไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ประมาณสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งเป็นอย่างน้อย) อีกทั้งรูปแบบการทำงานส่วนใหญ่จะนั่งอยู่กับโต๊ะ ไม่ค่อยต้องเคลื่อนไหวร่างกาย แสดงว่าคุณมีไลฟสไตล์แบบนั่งอยู่กับที่

การเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยหลังการเกิดอาการหัวใจวายหรือการผ่าตัดบายพาสจะสามารถช่วยให้อาการของท่านดีขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่จะออกกำลังกายโดยเริ่มจากการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับขึ้นทีละน้อย และสนุกกับการออกกำลังกาย หลายคนพบว่าการเข้าร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจของเรา (ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ-บำรุงราษฎร์) ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ออกแบบแนวทางการฟื้นฟูที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้เริ่มออกกำลังกายอย่างปลอดภัย และเหมาะกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล